‘อัมพาต’ หมอแนะรู้เร็ว-รักษา-โอกาสรอดสูง

กรมควบคุมโรคเผยสถิติทั่วโลกป่วยตายจาก’อัมพาต’ แนะนำให้ประชาชนรู้สัญญาณเตือนของโรคหลอดเลือดสมอง หากมีอาการรีบไปโรงพยาบาลภายใน 3 ชั่วโมง เพื่อจะได้รับการรักษาและสามารถฟื้นฟูให้กลับมาได้เป็นปกติมากที่สุด เชิญชวนให้ดูแลสุขภาพตนเอง

นพ.สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย อธิบดีกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กล่าวว่า อัมพาต หรือโรคหลอดเลือดสมอง เป็นโรคที่ก่อให้เกิดการเสียชีวิตเป็นอันดับต้นๆ และกำลังเป็นภัยคุกคามทั้งไทยและทั่วโลก ขณะนี้มีแนวโน้มการเสียชีวิตเพิ่มขึ้นทุกปี พบเสียชีวิตมากกว่าโรคเบาหวาน และโรคหัวใจขาดเลือดประมาณ 2 เท่า องค์การอัมพาตโลก (World Stroke Organization) จึงได้กำหนดให้วันที่ 29 ตุลาคมของทุกปี เป็นวันอัมพาตโลก เพื่อกระตุ้นให้ประชาชนตระหนักและป้องกันปัจจัยเสี่ยงต่อการป่วยด้วยโรคหลอดเลือดสมอง ซึ่งเสี่ยงต่อการเป็นอัมพาตได้
นพ.สุวรรณชัยกล่าวต่อไปว่า ปีนี้ กรมควบคุมโรค สธ.ได้จัดรณรงค์วันอัมพาตโลกปี 2560 ในคำขวัญที่ว่า “อัมพาต รู้ (สัญญาณเตือน) เร็ว รอด (ตาย) เร็ว” ซึ่งสัญญาณเตือนของโรคหลอดเลือดสมอง ได้แก่ F.A.S.T คือ F (Face) ใบหน้าอ่อนแรง เวลายิ้มมุมปากข้างหนึ่งจะตก A (Arm) แขนหรือขาอ่อนแรง ยกไม่ขึ้นหนึ่งข้าง S (Speech) พูดลำบาก ไม่ชัด มีปัญหาในการพูด และ T (Time) หากมีอาการข้างต้นให้รีบไปโรงพยาบาลทันที ภายใน 3 ชั่วโมง เพื่อจะได้รับการรักษาและสามารถฟื้นฟูให้กลับมาได้เป็นปกติมากที่สุด
“การรับรู้และความเข้าใจในสัญญาณเตือนของโรค มีความสัมพันธ์เชิงบวกกับการฟื้นฟูของผู้ป่วย การป้องกันโรคหลอดเลือดสมองที่สามารถทำได้ง่าย ได้แก่ รับรู้ความเสี่ยงของตนเอง เช่น ระดับความดันโลหิต เบาหวาน ไขมันในเลือดสูง เป็นต้น หมั่นออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอวันละ 30 นาที อย่างน้อย 5 วันต่อสัปดาห์ ควบคุมตนเองไม่ปล่อยให้อ้วน และลดการบริโภคอาหารหวาน มัน เค็ม เพิ่มผักผลไม้ ควรงด บริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และการสูบบุหรี่ สุดท้ายต้องลดความเครียดและพักผ่อนให้เพียงพอ” นพ.สุวรรณชัยกล่าว และว่า โรคหลอดเลือดสมองหรืออัมพาต สามารถป้องกันได้ โดยประชาชนทุกคนต้องเรียนรู้สัญญาณเตือนของการเกิดโรคหลอดเลือดสมองและปฏิบัติตามแนวทางเพื่อลดความเสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดสมอง ถ้ามีปัญหาโรคความดันโลหิตสูงและโรคเบาหวาน หรือพบผู้ที่มีอาการตามสัญญาณเตือนข้างต้นให้รีบปรึกษาแพทย์และรับการรักษาอย่างต่อเนื่อง เพื่อป้องกันการเกิดโรคหลอดเลือดสมองที่จะเกิดได้ในภายหลัง ซึ่งจะช่วยลดอัตราตาย และลดความพิการลงได้. ขอบคุณข้อมูลบางส่วนและติดตามข้อมูลฉบับเต็มที่ thaihealth